วันจันทร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2553

ดินสอกับยางลบ


มีดินสอที่เขียนอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่แท่งหนึ่ง และก็มียางลบที่ลบอย่างไรก็ไม่มีวันหมดอยู่ก้อนหนึ่ง

ดินสอแท่งนั้นเป็นเพื่อนกับยางลบก้อนนั้น
ทั้งคู่ไปไหนมาไหนด้วยกันทำอะไรด้วยกัน
หน้าที่ของดินสอก็คือเขียน มันจึงเขียนทุกที่ทุกอย่างเสมอตลอดเวลาที่อยู่กับยางลบ
หน้าที่ของยางลบก็คือลบ มันจึงลบทุกอย่างที่ดินสอเขียนทุกที่ทุกเวลา

เวลาผ่านไปนานหลายสิบปี
ทุกอย่างก็ยังดำเนินเหมือนเดิมเรื่อยมา จนกระทั่ง
ดินสอเอ่ยกับยางลบว่า เรากับนายคงอยู่ด้วยกันไม่ได้แล้ว
ยางลบจึงถามว่า ทำไมล่ะ
ดินสอจึงตอบกลับไปว่า ก็เราเขียน นายลบแล้วมันก็ไม่เหลืออะไรเลย
ยางลบจึงเถียงว่า เราทำตามหน้าที่ของเรา เราไม่ผิดนะ
แต่สุดท้าย ทั้งคู่ก็ต้องแยกทางกัน.........

ดินสอพอแยกทางกับยางลบ
มันก็ดีใจที่สามารถเขียนอะไรได้ตามใจมัน
แต่พอเวลาผ่านไป......มันเริ่มเขียนผิด
ข้อความที่สวยๆ ที่มันเคยเขียนได้.....ก็สกปรกมีแต่รอยขีดทิ้งเต็มไปหมด....
ถึงตอนนี้.....มันคิดถึงยางลบจับใจ

ฝ่ายยางลบพอแยกทางกับดินสอ มันก็ดีใจที่ตัวมันไม่ต้องเปรอะเปื้อนอีกต่อไป
แต่...พอเวลาผ่านไป..มันกลับใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า....เพราะไม่มีอะไรให้ลบ... มันคิดถึงดินสอจับใจ

ทั้งคู่จึงกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่
คราวนี้ดินสอเขียนน้อยลง เขียนแต่สิ่งทีดีๆ
ส่วนยางลบ ก็ลบเฉพาะที่ดินสอเขียนผิดเท่านั้น

ถ้าเปรียบการเขียนเป็นการจำ
ดินสอในตอนแรกก็จำทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดี
แต่พอหลังจากเกิดเหตุการณ์การแยกทางกันกับยางลบ มันก็เริ่มที่จะหัดเลือกจำแต่สิ่งที่ดีๆ

ส่วนการลบเปรียบเหมือนเป็นการลืม
ยางลบในตอนแรกก็ลืมทุกสิ่ง ทุกอย่างทั้งดีและไม่ดี
แต่ตอนหลังมันเลือกที่จะลืมแต่เรื่องไม่ดี ซึ่งนั่นคือการให้อภัยนั่นเอง

ฉะนั้นถ้าเปรียบการเดินทางของทั้งคู่ดุจมิตรภาพ
การจำแต่สิ่งดีๆ และยอมรับที่จะลืมหรือให้อภัยในสิ่งที่อาจจะผิดพลาดได้บ้าง มิตรภาพย่อมอยู่ ได้นานเท่านาน...



ปากกามาจากไหน


นอกจากตัวอักษรหรือตัวหนังสือซึ่งมนุษย์ได้คิดประดิษฐ์ขึ้นมาใช้แล้ว " เครื่องมือ " หรือ " อุปกรณ์ " ที่ใช้สำหรับการขีดเขียนก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย เพราะกว่าที่เราจะเขียนหนังสือด้วย "ปากกา " หรือ " ดินสอ " ดังเช่นในปัจจุบันนี้ มนุษย์ต้องใช้เวลาในการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการขีดเขียนเป็นเวลานานหลาย พันปี

ในยุคอดีตมนุษย์อาจจะใช้นิ้วจุ่มดินหรือหินสี ที่บดเป็นผงผสมกับยางไม้ หรือกาวจากหนังสัตว์ ขีดเขียนบนผนังถ้ำหรือเพิงผา ต่อมาอาจใช้ ดิน หิน ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยการนำมาฝนหรือทำให้เป็นแท่งเพื่อความสะดวกในการขีดเขียน เช่น นำหินชนวนมาทำเป็นดินสอหิน สำหรับเขียนบนกระดานชนวน หรือการทำชอล์กจากผงแคลเซียมซัลเฟต จากเกลือจืด หรือยิปซัมผสมน้ำ แล้วทำให้เป็นแท่งเพื่อสะดวกในการใช้งาน เช่นในปัจจุบันนี้
วิวัฒนาการของการเขียน
จากการเขียนบนฝาผนังถ้ำ นำมาสู่การเขียนบนแผ่นไม้หรือแผ่นโลหะ ตลอดถึงการเขียนบนใบไม้ (เขียนหรือจารคัมภีร์โบราณลงบนใบลาน) มาจนถึงการประดิษฐ์กระดาษขึ้นใช้ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มนุษย์ได้มีการพัฒนาเครื่องมือและกรรมวิธีในการเขียนมาอย่างต่อเนื่อง
ชาวอียิปต์โบราณเป็นชาติแรกที่ใช้แปรงเขียนหนังสือบนแผ่นกระดาษที่ทำจากต้น ปาปิรุส (papyrus) เป็นการเริ่มต้นวิธีการเขียนด้วยการปล่อยหมึกหรือสีบนแผ่นรองเขียน เช่นเดียวกับการเขียนหนังสือด้วยพู่กันของจีนและญี่ปุ่น ซึ่งอาจเป็นแนวความคิดเบื้องต้นที่พัฒนาไปสู่การประดิษฐ์ปากกา
ชาวกรีกโบราณประดิษฐ์ปากกาขึ้นจากต้นกกไส้กลวง โดยการปาดให้มีปากหลายๆแบบ ทำให้เขียนเส้นได้หลายขนาด ปากกานี้ไม่ใช้หมึกแต่ใช้เขียนบนผิวไม้ที่เคลือบขี้ผึ้งไว้ ทำให้เกิดรอยเป็นตัวอักษรบนผิวขี้ผึ้ง
"ปากกาแพร่หลายในอังกฤษ"
การนำวัสดุผิวเรียบมาเป็นสิ่งรองเขียนก่อให้เกิดการพัฒนา " เครื่องเขียน " ที่มีระสิทธิ ภาพสอดคล้องกับการใช้สอย มนุษย์เริ่มนำขนนกหรือขนห่านมาทำเป็น " ปากกา " เรียกว่า " ปากไก่ " สามารถเขียนได้คมชัดและเขียนติดต่อกันได้นาน ในศตวรรษที่ 5 " ปากไก่ " เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในประเทศอังกฤษ นับเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการเขียนหนังสือของชาวตะวันตก ในขณะที่ชาวตะวันออกยังนิยมใช้พู่กันไม้อยู่ แต่ทั้ง "ปากไก่" และ "พู่กัน" ไม่มีหมึกในตัวเอง ต้องจุ่มหมึกทุกครั้งที่ใช้เขียนทำให้เขียนได้ไม่สะดวก ต่อมาประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 15 มนุษย์เริ่มประดิษฐ์ " ปากกา " ที่มีปากเป็นโลหะและมีรอยผ่าตรงกลางปาก ทำให้เขียนได้นานโดยไม่ต้องจุ่มหมึกทุกครั้งที่เขียน
ในประเทศอังกฤษมีการทำปากกาชนิดนี้ขึ้นใช้กันอย่างแพร่หลาย มีการผลิต " ปากกา " ที่ปลายปากทำด้วยวัสดุต่างๆกัน เช่น เขาสัตว์ เปลือกหอย เหล็กและทอง มีการผลิตกันมากขึ้นจนกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม แข่งขันกันในเรื่องของความสวยงาม พร้อมกับประดิษฐ์กล่องและที่ใส่หมึกควบคู่ไปกับปากกาด้วย แม้ว่าจะได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถประดิษฐ์ปากกาที่มีหมึกในตัวเองได้
"บิดาแห่งการประดิษฐ์ปากกาหมึกซึม"
ปี ค.ศ. 1884 Lewis Edson Waterman ได้ผลิตปากกาที่มีหมึกในตัว เรียกว่า " ปากกาหมึกซึม " (Fountain pen ) ที่นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่า Waterman เป็นบิดาแห่งการประดิษฐ์ปากกาหมึกซึม มีการคิดค้นพัฒนาปากกาชนิดนี้ให้มีคุณภาพดีขึ้น สะดวกในการใช้งานและมีรูปทรงสวยงาม ผลิตในระดับอุตสาหกรรมทั้งในอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ สืบต่อมาจนถึงในปัจจุบัน มีนักประดิษฐ์ปากกาที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี อาทิเช่น George Parker, Walter A. Sheaffer เป็นต้น และได้ครอบครองความเป็นจ้าวแห่งเครื่องมือสำหรับการเขียนมาโดยตลอดเป็นเวลา นานหลายสิบปี
ในปี ค.ศ. 1900 " ปากกาหมึกซึม " ได้พบคู่แข่งใหม่นั่นก็คือ " ปากกาลูกลื่น " ปากกาที่มีลูกกลิ้ง ( Ball ) กลมๆเล็กๆ อยู่ที่ปลายปาก เวลาเขียนลูกกลมๆเล็กๆนี้จะหมุน ( กลิ้ง ) ทำให้หมึกออกมาติดบนกระดาษ ปากกาชนิดนี้เกิดขึ้นมาประมาณ 100 กว่าปีมาแล้ว โดยชาวอเมริกาชื่อ จอห์น เอช. ลาวด์ เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ขีดเขียนบนพื้นที่หยาบๆ ซึ่งไม่ใช่กระดาษ
ปลายปี ค.ศ. 1930 นักหนังสือพิมพ์และศิลปินชาวฮังกาเรียน ชื่อ ไบโร ได้ประดิษฐ์ปากกาลูกลื่นขึ้นมาใหม่ ในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นบรรณาธิการนิตยสารฉบับหนึ่ง ที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ไบโรได้เกิดแนวความคิดจากหมึกแห้ง ( Quick - drying ink ) ที่ช่างพิมพ์ในโรงพิมพ์นั้นใช้พิมพ์หนังสือ จึงคิดหาวิธีนำหมึกชนิดนี้มาบรรจุลงในปากกา โดยที่หมึกจะไม่ไหลและหย[คำไม่พึงประสงค์]อกมาจนเปื้อนกระดาษ ในที่สุดก็ประดิษฐ์ปากกาที่ใช้หมึกแห้งขึ้นมาจนเป็นผลสำเร็จ ซึ่งก็คือ " ปากกาลูกลื่น " ( Ball - point pen ) สามารถใช้ขีดเขียนโดยไม่มีหมึกหยดและไหลเปรอะเปื้อนเหมือนปากกาหมึกซึมแบบ เก่า
เส้นทางของปากกาลูกลื่น
ปี ค.ศ. 1938 ไบโรได้ทำการจดทะเบียนสงวนลิขสิทธิ์ แต่ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้นมาก่อน เขาจึงได้หนีนาซีไปอยู่ที่ฝรั่งเศส สเปน และเร่ร่อนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไปอยู่ที่ประเทศอาร์เจนตินา
ต้นปี ค.ศ. 1940 ณ กรุงบัวโนส ไอเรส ไบโรได้รับความช่วยเหลือจากพี่ชายซึ่งเป็นนักเคมีผลิตปากกาลูกลื่นออก จำหน่าย แต่เนื่องจากขาดทุนทรัพย์ เขาจึงขายลิขสิทธิ์สิ่งประดิษฐ์นี้ให้กับราชการทหารของอังกฤษและสหรัฐ อเมริกาในราคาไม่กี่เหรียญ ภายหลังลิขสิทธิ์ได้ถูกขายต่อให้กับบริษัท BIC ( ของฝรั่งเศส ) ทำการผลิตปากกาลูกลื่นยี่ห้อ BIC ออกจำหน่ายไปทั่วโลก ในระหว่างปี ค.ศ. 1950 - 1980 สามารถจำหน่ายได้กว่า 10 ล้านด้าม / วัน
ในขณะเดียวกับที่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ที่แท้จริงกลับไม่ประสบกับความ สำเร็จในชีวิต สิ่งที่คงเหลืออยู่ก็คือความภูมิใจในสิ่งประดิษฐ์ที่คนทั่วโลกรู้จักและใช้ ประโยชน์มาตราบเท่าทุกวันนี้

วันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2553

อันตรายจากเฟรนช์ฟราย



เฟรนช์ฟราย อาหารโปรดของวัยรุ่นในถึงยุคนี้ ใครๆ ก็คุ้นเคยกับคำว่า “เฟรนช์ฟราย“ หรือมันฝรั่งทอดชนิดแท่ง ที่ขายกันเกร่อตามร้านอาหารจานด่วนติดยี่ห้อฝรั่ง คงทราบกันแล้วว่ารสชาติของมันไม่มีอะไรมากไปกว่า “มัน” และ “เค็ม” ออกจะไม่ค่อยดีต่อสุขภาพเท่าไร แต่ก็ดูจะเป็นอาหารที่ถูกใจวัยรุ่นอยู่ไม่น้อย

ไม่ใช่กล่าวหากัน อย่างเลื่อนลอย แต่มีข้อมูลจากการเก็บตัวอย่างทดสอบของ โครงการพัฒนากลไกการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านอาหารของผู้บริโภค เก็บตัวอย่างเฟรนช์ฟราย 3 ครั้ง จำนวน 30 ตัวอย่าง ในเดือนพฤศจิกายน 2552-เมษายน 2553 ผลทดสอบรายงานใน วารสารฉลาดซื้อ เดือนสิงหาคม 2553 พบว่าในการทดสอบปริมาณ เกลือหรือโซเดียม ในเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่ ที่เก็บเมื่อเดือนมีนาคม พบว่ามีปริมาณเกลือในระดับสูงและจัดว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิด อันตรายได้ หากบริโภคติดต่อกันในระยะยาว

การทดสอบ ไขมันทรานส์ ที่เป็นตัวเพิ่มระดับคอเลสเทอรอลชนิดไม่ดี (LDL : low-density lipoprotein) ในเลือด และลดระดับคอเลสเทอรอลชนิดดี (HDL : high-density lipoprotein) ในเลือดทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้น พบว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัยในการบริโภค

ส่วนการทดสอบค่าของกรด (Acid Value) ซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดคุณภาพของน้ำมันที่ใช้ในการทอดอาหารนั้น โดยหากค่าของกรดต่ำหมายความว่าน้ำมันที่ใช้มีคุณภาพดี และหากค่าของกรดสูงหมายความว่าน้ำมันผ่านการใช้ซ้ำมาหลายครั้ง ผลออกมาว่ายังอยู่ในข่ายต้องเฝ้าระวัง ส่วนใหญ่อยู่ในระดับรับได้ แต่ บางร้านต้องระวัง

งานทดสอบครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าห้ามกินเฟรนช์ฟราย แต่ถ้าดูภาพรวมกล่าวได้ว่าหากมีการ กินเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไต เนื่องจากได้รับโซเดียมเกินความ ต้องการของร่างกาย ทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงจากการเป็นโรคมะเร็ง ความดันโลหิต และหลอดเลือดหัวใจอันเนื่องมาจากการบริโภคน้ำมันทอดซ้ำ

ข้อแนะนำ ควรหลีกเลี่ยงการกินเฟรนช์ฟรายขนาดใหญ่เพราะยากที่จะกินให้หมด และเมื่อเสียดายก็จะกินมากเกิน ควรเลือกกินขนาดเล็ก และไม่ควรกินติดต่อกันเป็นประจำ ถ้าเป็นไปได้ควรบอกให้ เจ้าของร้านเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารบ่อยๆ และใส่เกลือลงในเฟรนช์ฟรายให้น้อยลง ที่สำคัญอันสุดท้ายคือทำกินเองที่บ้านก็ได้ เพราะเราควบคุมทุกอย่างได้ทั้งปริมาณเกลือ คุณภาพน้ำมัน และอุณหภูมิในการทอด

ข้าวหนึ่งเมล็ด ประกอบด้วยอะไร



เมล็ดข้าวหนึ่งเมล็ดมีส่วนประกอบต่างๆ มากมาย แถมยังนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิดอีกด้วย เราลองมาดูกันว่าในข้าวหนึ่งเมล็ดประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวมาจากท้องนาแล้ว ข้าวเปลือกจะถูกนำมากระเทาะเปลือกด้านนอกออกกลายเป็น ข้าวกล้อง และ เปลือกข้าว (แกลบ) เมล็ดข้าวกล้องเป็นสีน้ำตาลเรื่อมีจมูกข้าวและเยื่อหุ้มเมล็ด (ผิวอ่อนๆ ที่หุ้มเมล็ดข้าว) ติดข้าวกล้องเป็นที่นิยมของคนรักสุขภาพ จะหุงรับประทานกับอาหารหรือนำไปเพาะเป็นเมล็ดข้าวกล้องงอกก็ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ ใยอาหารสูง และมีวิตามินมากมาย ส่วนเปลือกข้าวหรือแกลบนั้นนำไปปลูกต้นไม้และเก็บความเย็นให้น้ำแข็งก้อนใหญ่ๆ ได้ดี

เมื่อข้าวกล้องถูกขัดสีจะได้ข้าวขาว หรือข้าวสารรำ หรืเยื่อหุ้มเมล็ดข้าวซึ่งติดออกมาระหว่างการขัดสีมักใช้เป็นอาหารสัตว์ และจมูกข้าว แหล่งรวมของวิตามินและสารอาหารต่างๆ มากมาย เหมาะกับการนำมาทำโจ๊กเพราะให้เนื้อสัมผัสนุ่ม ไม่ต้องเคี่ยวนาน นอกจากนี้ยังมี ปลายข้าว และ ข้าวหัก ที่ได้ระหว่างการขัดสี ชาวบ้านจะนำไปทำขนมจีน เพราะช่วยให้เส้นเหนียวไม่ขาดง่าย

กินแกงกระตุ้นความจำ



เครื่องเทศสำคัญในแกงจืดอย่างขมิ้น สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคทางระบบประสาทและลดผลกระทบจากดรคเสี่ยงการเกิดกับระบบเส้นประสาทอย่างอัลไซเมอร์ไดอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้นักวิจัยยังยืนยันถึงประสิทธิภาพยอดเยื่ยมของเครื่องเทศในการต่อสู่กับปฏิฏิริยาออกซิเดชั่น ศัตรูร้ายทำลายเซลล์สมองโดยเฉพาะในหน่วยความจำ เมื่อเราอายุมากขึ้น ปฎิกิริยาออกชิเดชั่นจะโจมตีเซลล์สมองมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่เปราะบางและไวต่อการถูกทำลายจากปฏิกิริยาดังกล่าวมากกว่าส่วนอื่นๆ

  สมองจำต้องสร้างยืนที่มีชื่อว่า Hemeoxygenase-1 (HO-1) ขึ้นมาเพื่อต่อกรกับออกซิเดชั่น และยีนตัวนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสมองถูกกระตุ้นเท่านั้น และสารกระตุ้นดังกล่าวก็พบมากในขมิ้นนั้นเอง นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยคาราเนียในอิตาลี และนิวยอร์กยืนยันถึงประสิทธิภาพของสารสำคัญในขมิ้นที่มีผลต่อการกระตุ้นยีน HO-1 ว่าช่วยยับยั้งไม่ให้เซลล์สมองถูกทำลายโดยออกซิเดนท์ได้เป็นอย่างดี

  เมื่อสมองเกิดสภาวะออกซิเดชั่น เซลล์สมองจะเกิดการอักเสบและค่อยๆ ตายไปในที่สุด ส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อของเส้นประสาทถูกทำลาย และนำไปสู่โรคความจำเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ ขมิ้นจึงไม่เพียงแต่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังบำรุงสองเราให้แยบคมตามอายุที่เพิ่มขึ้นได้อีกด้วยในประเทศอินเดีย แหล่งเครื่องเทศสำคัญของโลกและนิยมใช้ขมิ้นเป็นส่วนประกอบอาหารมีการทดลองเพื่อค้นหาคุณประโยชน์ของขมิ้นที่นอกเหนือไปจากสรรพคุณในการลดความเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์อย่างกว้างขวาง และพอว่าสารแอนตี้ออกซิเดนท์ในขมิ้นเป็นกุยแจในการถนอมอาหาร นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เมนูอาหารแต่โบราณหลายๆ จานมีขมิ้นเป็นส่วนรประกอบอีกทั้งยังได้สี กลิ่น และรสชาติเป็นของแถม

บรรดาเครื่องเทสต่างๆ นั้นมีสารปฎิวนะป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในอาหารได้มากกว่า เจ็ดสิบห้าเปอร์เซ็ตน์ เม้ดสีในเครื่องเทศคือส่วนที่มีสารปฏิชีวนะดังกล่าว นักวิจัยจากศูนย์โรคอัลไซเมอร์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอ ระบุว่า ขมิ้นมีสารสำคัญที่ไม่พบในเครื่องเทศชนิดอื่นในการยัยยั้งไม่ให้เกิดกลุ่มก้อนโปรตีนเล้กๆ ในสมองของผู้ป่วยอัลไวเมอร์ที่เรียกว่า Amyloid Plaques โดยสารในขมิ้นจะเข้าผ่ากลางกลุ่มโปรตีนดงักล่าวไม่ให้รวมตัวกัน

  ดร. Sally Frautschy ผู้ช่วยศาสตราจานย์วิชาแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยยูซีแอลเอแนะนำให้รับประทานขมิ้นให้ได้ 200 มิลลิกรัมต่อครั้ง อาทิตย์ก้ถือว่าเพียงแก่ความต้องการของร่างกายแล้ว ขณะเดียวกัน เรายังพบสารแอนตี้ออกซิเดนในเครื่องเทศชนิดอื่น อย่างขิงและอบเชย ซึ่งให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับขมิ้น รวมทั้งช่วยเสริมสร้างสร้างความแข็งแรงให้แก่เซลล์สมองได้อย่างดี

…รู้อย่างนี้แล้ว มื้อต่อไปต้องมีแกงขึ้นสำรับแล้วล่ะ

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

พริกไทยทำไมต้องจาม






พริกไทยกับเสียงจามเป็นเรื่องคู่กันเพราะในพริกไทยมีสารเคมีชื่อ “ไพเพอรีน” (piperine) เป็นตัวสร้างความระคายเคืองให้เส้นประสาทในช่องจมูกและปาก พอรู้สึกระคายเคืองร่างกายเราก็จะพลักดันเจ้าสารแปลกปลอมนี้ออกไป

ด้วยการจามสนั่นหวั่นไหว


แต่ไช่ว่าไพเพอรีนจะเกิดมาเพื่อสร้างเสียงจามเพียงอย่างเดียวเจ้าสารตัวนี้มีดีตรงที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองป้องกันอัสไซเมอร์ได้ฉะนั้นคนที่กำลังคิดจะเลิกกินพริกไทยก็รีบๆ เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ยังทัน

วันพฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เทศกาล Easter


อีสเตอร์ (Easter) หมายถึง การระลึกถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ หรือวันคืนพระชนม์ เข้าใจว่าอีสเตอร์มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ คือคำว่า Eastre ซึ่งเป็นชื่อเทพธิดาของฤดูใบไม้ผลิ ผู้รู้บางท่าน กล่าวว่าอาจมาจากภาษาเยอรมันโบราณ คือ คำว่า Eostarun ซึ่งแปลว่ารุ่งอรุณ

คำว่า “Easter (อีสเตอร์)” มาจากคำภาษาอังกฤษและเยอรมันเก่าแก่ว่า “Eastre” ซึ่งตรงกับภาษากรีกว่า “Paschal” หรือ “Passover” หรือ เทศกาลปัสกา นั่นเอง 


เทศกาลปัสกาคือเทศกาลที่ชาวยิวระลึกถึงการที่พระเจ้าทรงนำพวกเขาออกมาจากการเป็นทาสในอียิปต์
ย้อนไปเมื่อตอนที่ฟาโรห์ปฏิเสธที่จะปล่อยชาวอิสราเอล พระเจ้าให้ทูตมรณะเข้าไปในครัวเรือนของอียิปต์และปลิดชีพบุตรหัวปีทั้งหมด ยกเว้นบ้านของชาวยิวที่นำโลหิตของแกะมาทาที่ประตูบ้าน ทูตมรณะจะผ่านเว้นไป จึงเรียกว่าการ Pass-over หรือ ภาษาฮีบรู เรียกว่า“Paschal” ภาษาไทยเรียกว่า “ปัสกา” หลังจากนั้นอีกประมาณ 1500 ปีพระเยซูเสด็จมาประสูติในโลก คือเทศกาลคริสต์มาสและทำพันธกิจของพระองค์ในแผ่นดินโลกจนมาถึงช่วงเทศกาลปัสกา พระเยซูก็ถูกจับไปทรมาน และสิ้นพระชนม์บนกางเขน โลหิตของพระองค์จึงเปรียบเสมือนเลือดแกะที่ช่วยชีวิตคนให้รอด เหมือนคืนวันปัสกา หลังจากนั้นในเช้าวันที่สาม พระองค์ฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ ต่อมาใน คศ.ที่ 320 ทางศาสนจักรได้ประกาศให้วันอีสเตอร์ คือ วันอาทิตย์แรกหลังวันเพ็ญใกล้ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งจะตรงกับวันอาทิตย์ใกล้วันปัสกา ซึ่งจะอยู่ช่วงระหว่างวันที่ 21 มีนาคม ถึง 25 เมษายนของทุกปี
คริสเตียนถือว่า วันที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เป็นวันที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจของข่าวประเสริฐ เพราะถ้าไม่มีวันอีสเตอร์ วันคริสตมาสหรือวันศุกร์ประเสริฐ ก็ไม่มีความหมาย เพราะถ้าพระเยซูเสด็จมาเกิด และสิ้นพระชนม์โดยไม่ได้เป็นขึ้นมาใหม่ พระองค์ก็จะเป็นพระเจ้าที่ตายแล้ว ไม่สามารถช่วยเราได้ แต่เมื่อพระองค์ได้ชัยชนะเหนือความตาย บรรดาผู้เชื่อจึงมีความหวังที่แน่นอน ที่จะเป็นขึ้นจากความตาย มีชีวิตนิรันดร์ในสวรรค์สถานกับพระเจ้า ได้มีความมั่นใจในชีวิตนิรันดร์หลังความตาย
สิ่งนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า หลังจากพระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย พระองค์ได้ไปปรากฏในที่ต่างๆ หลายแห่ง ท่ามกลางสาวก และได้อยู่กับสาวกเป็นเวลา 40 วัน จึงได้เสด็จสู่สวรรค์ท่ามกลางพยานถึง 500 คน เมื่อพระองค์ตรัสสั่งสาวกให้ไปประกาศข่าวประเสริฐ จนถึงสุดปลายแผ่นดินโลก (มัทธิว 28:18-20) และพระองค์ทรงสัญญาว่าจะอยู่กับพวกเขาจนกว่าจะสิ้นยุด และยังสัญญาว่าจะกลับมารับพวกเขาไปอยู่กับพระองค์ พวกสาวกจึงได้ออกไปประกาศข่าวนี้ โดยไม่กลัวอันตรายใดๆ บ้างก็ถูกต่อต้าน ถูกจับทรมาน ถูกฆ่าตาย แต่พวกเขาก็ไม่หยุดยั้ง เพื่อยืนยันถึงสัจธรรมที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ยิ่งนับวัน ผู้คนติดตามพระองค์ก็มีมากขึ้น พระองค์ได้สถาปนาอาณาจักรของพระองค์ด้วยความรัก ที่สละได้แม้ชีวิตของพระองค์เอง ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นความจริง
พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่หลายตอนด้วยกัน ก็ได้ยืนยันเรื่องการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ เช่น พระคัมภีร์ มัทธิว บทที่ ๒๘:๑-๑๑ “การคืนพระชนม์”
๑ ภายหลังวันสะบาโต เวลาใกล้รุ่งเช้า วันต้นสัปดาห์ มารีย์ชาวมักดาลา กับมารีย์อีกคนหนึ่งนั้นมาดูอุโมงค์
๒ ในทันใดนั้น ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ยิ่งนัก มีทูตของพระเจ้าองค์หนึ่ง ได้ลงมาจากสวรรค์กลิ้งก้อนหินนั้นออกจากปากอุโมงค์ แล้วก็นั่งอยู่บนหินนั้น
๓ สัณฐานของทูตนั้นเหมือนแสงฟ้าแลบ เสื้อก็ขาวเหมือนหิมะ
๔ ยามที่เฝ้าอยู่นั้นกลัวทูตองค์นั้น จนตัวสั่น และเป็นเหมือนคนตาย
๕ ทูตสวรรค์นั้นจึงกล่าวแก่หญิงนั้นว่า “อย่ากลัวเลย เรารู้แล้วว่า พวกเจ้าทั้งหลายมาหาพระเยซูซึ่งถูกตรึงไว้ที่กางเขน
๖ พระองค์หาได้ประทับอยู่ที่นี่ไม่ ทรงเป็นขึ้นมาแล้วตามซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้นั้น มาดูที่ซึ่งพระองค์ได้บรรทมอยู่นั้น
๗ แล้วจงรีบไปบอกพวกสาวกของพระองค์เถิดว่า พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และพระองค์เสด็จไปยังแคว้นกาลิลีก่อนเจ้าทั้งหลาย เจ้าทั้งหลายจะเห็นพระองค์ที่นั่น นี่แหละเราก็บอกเจ้าแล้ว”
๘ หญิงเหล่านั้น ก็ไปจากอุโมงค์โดยเร็ว ทั้งกลัวทั้งยินดีเป็นอันมาก วิ่งไปบอกพวกสาวกของพระองค์
๙ ดูเถิด พระเยซูได้เสด็จพบเขา และตรัสว่า “จงจำเริญเถิด” หญิงเหล่านั้นก็มากอดพระบาทนมัสการพระองค์
๑๐ พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า “อย่ากลัวเลย จงไปบอกพวกพี่น้องของเราให้ไปยังกาลิลี จะได้พบเราที่นั่น” ( และการคืนพระชนม์ในพระคัมภีร์เล่มอื่นๆใน พระธรรม มก.๑๖:๑-๘; ลก.๒๔:๑-๑๒; ยน.๒๐:๑-๑๐ ) “พยานผู้รู้เหตุการณ์ในวันอีสเตอร์”
หลังจากพระเยซูคืนพระชนม์เป็นขึ้นจากความตาย คือ “วันอีสเตอร์” ได้ทรงปรากฏแก่เหล่าสาวก หลายครั้งจนมีพยานหลักฐานมากมายยืนยันในวันนั้น
1.พยานบุคคล
1.1มารีย์ มักดารา (ยน.20.11-18 ) …….สาวกหญิงอดีตคือหญิงผิดประเวณี
1.2ผู้หญิงสามคน ( มก.16.1-8,มธ.28.1-10…..มารีย์มักดารา มารีย์ มารดาของยากอบและนางสะโลเม
1.3เปโตร ( ลก.24.34,1คร.15.5 )…..สาวกที่เป็นผู้นำของพระเยซู มีอีกชื่อคือเคฟาส
1.4สาวก 2 คน ( ลก.24.13-35 )…..เคลโลปัส กับเพื่อน
1.5สาวก 10 คน ( ลก.24.36-43,ยน.20.19-23 )….ยกเว้นยูดาส กับโธมัส
1.6สาวก 10 คนและโธมัส ( ยน.20.24-29 )….ยกเว้น ยูดาส
1.7สาวก 7 คน ( ยน.21.1-23 )….เปโตร โธมัส,นาธาเอล,ยากอบ,ยอห์น และสาวก อีก2 คน
1.8สาวก 500 คน (ยน.20.24-29 )
1.9ยากอบ ( 1 คร.15.7 )….น้องชายพระเยซู และเป็นผู้นำคริสตจักรยุคแรก
1.10อัครทูตทั้งหมด (1 คร.15.7,มก.16.14-20 )…..ที่เหลือ 11 คน หลังจากยูดาสทรยศและเสียชีวิตด้วยการแขวนคอตัวเองตายเพราะรู้สึกเสียใจที่ขายพระเยซู
1.11สเทเฟน ( กจ.7.54-60 )…..หนึ่งใน7มัคนายก ชุดแรก ของคริสตจักร
1.12เปาโล ( กจ.9.1-25,1 คร.15.8,22.17-21
1.13เปาโล ( กจ.22.17-21 )….เมื่อกลับใจใหม่ๆขณะอธิษฐาน
1.14เปาโล ( กจ.23.77 )……เมื่อทหารแยกท่านจากพวกสะดูสี และฟาริสี
1.15ยอห์น ( วว.13.18 )…..เมื่อท่านอยู่ที่เกาะปัทมอส
2.พยานวัตถุ ( ยน.20.3-9; มธ.27.66 )
2.1 ตราประทับของเจ้าหน้าที่โรมถูกทำลาย
2.2 หินใหญ่ปิดปากอุโมงค์เปิดออก
2.3 อุโมงค์ว่างเปล่าปราศจากพระศพ
2.4 ผ้าพันพระศพยังพันและวางอยู่ในรูปเดิม
3.พยานเอกสาร
3.1 จดหมายฝากในพระคัมภีร์ใหม่
3.2 พระคัมภีร์กิจการในพระคัมภีร์ใหม่ ข้อเขียนของนักประวัติศาสตร์ เช่น โจเซฟัส, อิกเนเชียส,จัสติน มาร์เตอร์, เทอร์ ทัลเลียน
“สัญลักษณ์น่าสนใจที่เกี่ยวกับวันอีสเตอร์”
1. ดอกไม้ : ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของวันอีสเตอร์ คือ ดอกลิลลี่ หรือดอกพลับพลึงสีขาวบริสุทธิ์ ที่เบ่งบานยามรุ่งอรุณ มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์เมื่อแรกแย้ม
2. สวนดอกไม้ – ซึ่งสื่อความหมายถึง ความสุขสมหวัง สดใสชื่นบาน สวยงาม
3. ผีเสื้อ – สื่อความหมายถึงชีวิตใหม่ เหมือนตัวดักแด้ที่ออกมาจากเปลือกหุ้ม และโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างอิสรเสรี คล้ายกับองค์พระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์ และถูกเก็บไว้ในอุโมงค์ หลังจากนั้น 3 วัน จึงฟื้นคืนพระชนม์
4. ไข่ ( Easter egg) หมายถึง ชีวิตใหม่ การหาไข่อีสเตอร์ กลาย เป็นธรรมเนียมประเพณีที่สนุกสนาน เคียงคู่ไปกับการเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ จนยากที่จะตัดทิ้ง ทั้งๆที่ไข่ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับอีสเตอร์เลย เริ่มแรกเมื่อมีการใช้ไข่ในยุโรปสมัยโบราณ หมายถึง “ชีวิตใหม่” หรือ “ความอุดมสมบูรณ์ที่กลับมาอีกครั้งหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ” ชาวยุโรปเคยใช้ไข่กลิ้งไปตามท้องทุ่ง แล้วบนบานให้ทุ่งนาของตนมีผลิตผลบริบูรณ์ ต่อมาเมื่อผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ได้ขยายเผยแผ่เข้าไปในยุโรป และในหลายๆประเทศยอมรับเชื่อเป็นสาวกของพระเยซู เมื่อถึงเทศกาลปัสกา หรือ อีสเตอร์ ซึ่งตรงกับฤดูใบไม้ผลิพอดี เลยเอาไข่ที่เคยใช้แต่ก่อนแล้วมาผสมผสานด้วย ส่วนในปัจจุบันนี้ มีการทำช็อกโกแลตเป็นรูปไข่ลวดลายต่างๆ หรือ ทำไข่พลาสติกที่บรรจุขนมหวานไว้ข้างใน และมีการเอาไข่ต้มมาทาสี หรือ ไข่พลาสติกสีสันต่าง ๆ ไปซ่อนให้เด็กค้นหา โดยมีความหมายแฝงเร้นอยู่ว่าอีสเตอร์ คือ วันที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย และเสด็จออกจากอุโมงค์ฝังศพที่มีก้อนศิลามหึมาปิดอยู่นั้นถูกเปิดออก เหมือนดังที่ลูกไก่ได้เจาะเปลือกไข่ออกมาเป็นตัวนั่นเอง
5. กระต่ายอีสเตอร์ (Easter Bunny) ก็เช่นเดียวกับ “ไข่” คือเป็นสัญลักษณ์ของ “ชีวิตใหม่” ธรรมชาติของกระต่ายจะออกลูกดกในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ความหมายของกระต่ายจึงหมายถึงชีวิตใหม่มากกว่าการเน้น “การเป็นขึ้นจากความตาย” ส่วนตำนานที่สมัยใหม่หน่อย เกี่ยวกับกระต่ายมีดังนี้ ผู้หญิงคนหนึ่ง ซ่อนไข่อีสเตอร์ไว้สำหรับลูก ๆ ในช่วงกันดารอาหาร ในขณะที่เด็ก ๆ พบไข่นั้น มีกระต่ายตัวใหญ่กระโดดหนีออกไป พวกเขาก็เลยคิดว่า กระต่ายเป็นผู้นำเอาไข่มาให้ กระต่ายจึงมาเกี่ยวข้องกับไข่โดยปริยาย
6. ฤดูใบไม้ผลิ หมายถึง สัญลักษณ์ของการบังเกิดใหม่ ฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ ที่ได้ผ่านพ้นฤดูหนาวที่มีหิมะตกหนาวเย็นนั้น ต้นไม้ทิ้งใบเสมือนตายไปแล้ว พอถึงฤดูใบไม้ผลิก็ผลิใบใหม่และต้นได้ฟื้นขึ้นมาใหม่หรือเปรียบเสมือนการเกิดใหม่นั่นเอง
7. กางเขน และ อุโมงค์ที่ว่างเปล่า เป็นสัญลักษณ์ของการฟื้นขึ้นมาจากความตาย
“ความหมายที่แท้จริงของอีสเตอร์ สำหรับคริสเตียน จึงหมายถึง”
• การที่ทำให้เรามีประสบการณ์ในการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์มากขึ้น
• ทำให้เราตระหนักถึงฤทธิ์อำนาจอันมิได้จำกัดของพระองค์มากขึ้น
• ทำให้คริสเตียนดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อมากขึ้น
• เรียนรู้ที่จะมีชีวิตที่บริบูรณ์ไปด้วยความรักต่อคนในครอบครัวและเพื่อนร่วมโลกมากขึ้น ดังที่พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างแก่เราบนกางเขนนั้นแล้ว
• และทำให้คริสเตียนดำเนินชีวิตที่เหลืออยู่ ไม่ใช่ด้วยความสิ้นหวัง แต่ด้วยความหวังใจอยู่เสมอ ในวันต่อวันบนโลกชั่วคราวใบนี้ เพราะเมื่อถึงวันนั้น วันที่พระเยซูได้ทรงสัญญากับผู้เชื่อทุกคนว่า พระองค์จะเสด็จกลับมารับเราไปอยู่กับพระองค์ และที่นั่นจะไม่มีน้ำตาอีกต่อไป..